ข่าวใหม่

ข่าวการเมือง

ข่าวอาชญากรรมและข่าวทั่วไป

ข่าวล่าสุด

วันเสาร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2557

ย้ำคดี-เผาเซ็นทรัลเวิลด์ ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง 2 เสื้อแดงร่ำไห้พ้นมลทิน ยุติคำ "เผาบ้านเผาเมือง"



คอลัมน์ แฟ้มคดี

แม้การพิจารณาคดี 99 ศพ จากเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี พ.ศ.2553 จะต้องหยุดชะงักลง หลังจากที่ศาลอาญา ชี้ว่าเป็นความผิดต่ออำนาจหน้าที่ และเป็นอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จะพิจารณา ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาต่อไป

ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้อยู่ที่พนักงานอัยการและญาติผู้เสีย ชีวิต สามารถยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ได้ และคงต้องรอการพิจารณาจากศาลอุทธรณ์อีกครั้ง ถึงจะเห็นช่องทางของคดีที่ชัด เจนขึ้น

แต่คดีที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ 99 ศพ ก็เริ่มลุล่วงคลี่คลายมาตามลำดับ

อย่างคดีเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องซ้ำศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐาน ไม่เพียงพอ

ส่งผลให้ 2 ผู้ต้องหาที่ถูกฟ้องในคดีเผาห้างหลุดพ้นมลทิน

ตอกย้ำให้ยุติวาทกรรม "เผาบ้านเผาเมือง" ที่ใช้โจมตีกันเพื่อหวังผลทางการเมืองเสียที

อุทธรณ์ยกฟ้องเสื้อแดงเผาห้าง

4 ก.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 405 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องคดีวางเพลิงเผาศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสายชล แพบัว อายุ 32 ปี และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 30 ปี ผู้ชุมนุมนปช. เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ โรงเรือน

โดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง เนื่องจากพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำฟ้องที่กล่าวหาจำเลยที่ 1 พยานโจทก์ต้องมีพยานเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนกลุ่มเดียวกับกลุ่มคนที่เข้ามาวางเพลิง และมีพฤติการณ์ต่อเนื่องไปจนถึงการปาระเบิด

ขณะที่อากัปกิริยาของจำเลยที่ 1 ที่ว่ากระทำการวางเพลิงเผาทรัพย์นั้น โจทก์ไม่มีพยานมายืนยันสนับสนุน แต่เห็นว่าเป็นการวางเพลิงและพยายามเชื่อมโยงกับกลุ่มที่มีอาวุธปืน เนื่องจากถังดับเพลิง ที่จำเลยที่ 1 ถือ ไม่ได้นำไปใช้ก่อเหตุวางเพลิง

อีกทั้งพยานโจทก์ ทุกปากไม่ยืนยันว่าเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ในขณะเกิดเหตุวางเพลิง พยานทั้งหมดของโจทก์ จึงมีน้ำหนักน้อยมาก

ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้วางเพลิงแล้ว การสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ร่วมกันวางเพลิง จึงไม่อาจรับฟังได้ พิพากษายกฟ้อง

หลังรับฟังคำพิพากษา สร้างความตื้นตันให้กับจำเลย ขนาดที่นายสายชลต้องร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ ในขณะที่นายพินิจระบุว่าดีใจมากและขอขอบคุณศาลยุติธรรมที่เมตตาให้ความยุติธรรม

ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เผยว่า จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าอัยการจะยื่นฎีกาหรือไม่ แต่โดยหลักแล้วคดีที่ยกฟ้อง 2 ศาล ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อกฎหมายก็ห้ามเช่นกัน

มีทางเดียวที่จะยื่นฎีกาได้ คือต้องขอให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นแย้งในคดีรับรองให้ฎีกา

ย้อนคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สำหรับคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสายชล และนายพินิจ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

โดยบรรยายพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 จำเลยทั้ง 2 กับพวกร่วมกันชุมนุมและมั่วสุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในช่วงเวลาที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และเข้าไปในอาคารห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ทำลายบานกระจก ผนังอาคารบานกระจกประตู อาคารเซ็นทาวเวอร์ อาคารเซ็นทรัลเวิลด์

ก่อนร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ ด้วยการใช้เครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิงจุดไฟแล้วโยนเข้าไปในชั้น 1 ของห้าง จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ลุกลามเผาอาคารเซ็นทาวเวอร์ และเผาทรัพย์สินต่างๆ ของผู้เสียหาย 270 ราย รวมค่าเสียหาย 8,890,578,649.61 บาท และเป็นเหตุให้นายกิติพงษ์ หรือ กิตติพงษ์ สมสุข ที่อยู่ภายในอาคารถึงแก่ความตาย

หลังไต่สวนสืบพยาน ศาลอาญานัด อ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2553 ว่า พิเคราะห์พยานหลักฐานมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีรปภ.เป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ และถ่ายภาพจำเลยที่ 1 ขณะถือ ถังดับเพลิง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 พ.ค. เบิกความเห็นจำเลยกับกลุ่มคนร้าย 5-6 คนใช้ไม้ทุบกระจกเข้ามาภายในห้าง จึงหลบไปอยู่ชั้น 3 และถ่ายภาพจำเลยไว้

ขณะที่พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เบิกความว่าหลังตำรวจสน.ชนะสงคราม ส่งตัวจำเลยมาให้รปภ.ชี้ตัวได้ถูกต้องถึง 2 ครั้ง ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 รับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด ส่วนพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เบิกความจำเลยที่ 1 ให้การใหม่ว่าขณะเกิดเหตุขายซีดีอยู่ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ อ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ เขียนได้เฉพาะชื่อตนเอง

"ศาลเห็นว่าแม้โจทก์มีพยานเป็นรปภ. ซึ่งเป็นผู้ถ่ายภาพจำเลยที่ 1 ได้ในที่เกิดเหตุ แต่ก็อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 30 เมตร และเห็นเพียงว่าจำเลยที่ 1 ถือถังดับเพลิง ไม่ใช่อุปกรณ์ใช้วางเพลิง แม้จะอนุมานไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 จะเข้าไปช่วยดับเพลิงหรือไม่ ประกอบกับพยานโจทก์ไม่สามารถตอบคำถามทนายจำเลยได้ว่าเห็นจำเลยที่ 1 เป็นผู้วางเพลิงหรือไม่ และยังไม่มีพยานชี้ชัดถึงพฤติการณ์ในการวางเพลิง หรือสนับสนุนการวางเพลิง พยานโจทก์จึงยังมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 1 เป็นคนร้ายที่ร่วมทำผิดในคดีนี้หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย"

ส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์มีพนักงานห้างเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเห็นคนร้าย 40-50 คน มีชาย 4-5 คนเดินนำหน้าใช้หนังสติ๊กยิงใส่เป็นระยะ และเห็นชายชุดดำลายพรางสวมหมวกปีกใช้ระเบิดโยนใส่มีคนเจ็บ 9 คน ต่อมาตำรวจจับกุมคนร้ายภายในห้างได้ 9 คน มีจำเลยที่ 2 รวมอยู่ด้วย

พยานโจทก์กลุ่มนี้สามารถจดจำรูปพรรณสัณฐานจำเลยที่ 2 ได้ตรงกันหมด ยกเว้น สีเสื้อไม่ตรงกับภาพที่ปรากฏ ระหว่างนั้นพยานต้องคอยหลบลูกหินที่ถูกยิงเข้าใส่ อีกทั้งอยู่ห่างไปกว่า 30 เมตรนั้น น่าสงสัยว่าจะจำคนร้ายได้จริงหรือไม่ และโจทก์ยังไม่นำเจ้าหน้าที่ซึ่งจับกุมจำเลยที่ 2 มาเบิกความ

จึงมีเหตุสงสัยว่าจำเลยที่ 2 จะกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 2 ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนที่เก็บสินค้า เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

จบทุกคดี-ปิดวาทะเผาบ้านเผาเมือง

ก่อนหน้านี้ในคดีที่เกี่ยวกับเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง พิพากษายกฟ้อง 2 เยาวชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2555

โดยระบุว่า นายเอ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และนายบี (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นเยาวชน เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันวางเพลิง เผาทรัพย์โรงเรือน อันเป็นสถานที่เก็บสินค้าของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามคำฟ้องระบุว่า ทั้ง 2 ร่วมกับนายสายชล และนายพินิจ ร่วมกันเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง

นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ กล่าวว่า ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของอัยการโจทก์ที่ปรากฏยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลย ร่วมกระทำผิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง กทม. และเจ้าหน้าที่ รปภ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่มีใครยืนยันได้ว่าเห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุ เมื่อถึงตรวจค้นก็ไม่พบของกลางในตัวของจำเลยที่จะเป็นอุปกรณ์วางเพลิงได้

ประกอบกับภาพกล้องวงจรปิดก็ไม่พบว่าจำเลยอยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่จำเลยทั้งสองยังยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เพียงแต่วันเกิดเหตุหลังการสลายการชุมนุมด้วยความกลัวได้เข้าไปหลบในห้างที่เกิดเหตุแล้วจึงถูกจับกุมตัว

อีกคดีที่เกี่ยวพันกัน คำพิพากษาศาลแพ่งกรณีกองทุนรวมธุรกิจไทยสี่ โจทก์ที่ 1, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ที่ 2, บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์ จำกัด ที่ 3 และบริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ จำกัด ที่ 4 ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัทเทเวศ ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยในความผิดสัญญาประกันวินาศภัย จากกรณีเหตุไฟไหม้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วไม่ได้ค่าชดเชยเพราะจำเลยอ้างว่าเป็นการก่อการร้ายซึ่งกรมธรรม์ไม่ครอบคลุม

ศาลแพ่งมีคำพิพากษาว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนใด หรือสั่งการจากแกนนำ ที่สำคัญขณะที่เผาห้างเซนแกนนำก็ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว

คนร้ายที่เผาห้างสรรพสินค้าเซนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็มิได้ต้องการให้ข่มขู่รัฐบาลยุบสภาหรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เป็นการกระทำที่หวังผลการทางเมือง เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นฟังไม่ได้ว่าเป็นการก่อการร้าย

พิพากษาให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงทุกชนิดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ หรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเงิน 2,719,734,975.29 บาท และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักให้แก่โจทก์ที่ 1 และ 3 เป็นจำนวนเงิน 989,848,850.01 บาทและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าเสียหายทั้งสอง แก่โจทก์ทั้งสี่และหรือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กับโจทก์ที่ 1 และ 3 ตามลำดับ นับแต่วันที่ 31 มี.ค. 2554 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมต่อศาลในนามโจทก์กำหนดค่าทนายความให้ 60,000 บาท

จบทุกคดีเผาห้าง ยุติวาทกรรมเผาบ้านเผาเมือง 

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

ว่อนเน็ตอีก! คลิปหลุดดาราสาวอ้อนขอมีเพศสัมพันธ์กับดาราหนุ่ม



เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 57 โลกโซเชียลมีเดียฮือฮาอีกครั้ง เมื่อมีการปล่อยและแชร์คลิปหลุดที่อ้างว่าเป็นดาราสาวรายหนึ่งต้องการมีเพศสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มซึ่งมีเสียงคล้ายพระเอกชื่อดัง

ทั้งนี้ภายในคลิปดังกล่าวเผยให้เห็นพฤติกรรมของหญิงสาวคนดังกล่าวที่ส่งเสียงวิงวอนแฟนหนุ่มให้ร่วมรักกับตนเอง เพราะระงับความต้องการของตัวเองไม่ไหว ขณะที่ดูเหมือนว่าแฟนหนุ่มซึ่งน่าจะเป็นคนถ่ายคลิปก็กำลังมีพฤติกรรมที่ดูเหมือนจะกระทำในลักษณะยั่วยวนแฟนสาวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ชาวเน็ตที่ได้ดูคลิปส่วนใหญ่วิจารณ์ว่าหญิงสาวในคลิปว่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม บ้างก็ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และยังไม่มีรายงานยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวในคลิปเป็นดาราสาวจริงหรือไม่ เพราะเห็นหน้าไม่ชัด ได้ยินแต่เสียง  แต่ที่ชัดคือเสื้อยืดสีขาวที่ใส่ เพราะสกรีนคำว่า LOVE IS IN THE AIR

บ้างก็ว่าคลิปดังกล่าวอาจจะถูกลบในไม่ช้า เพราะไม่เหมาะสม !!

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กลับมาแล้วค่ะ! ชมภาพชุดอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เดินช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านพัก (มีคลิป)




เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับจากการพักผ่อนส่วนตัวที่ต่างประเทศ ตั้งแต่เมื่อช่วงกลางดึกของคืนวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น ในเช้าวันนี้เมื่อเวลา 10.10 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมกับคนสนิท ได้ใช้เวลาส่วนตัว ออกมาช้อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านแห่งหนึ่ง โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส และได้จับจ่ายซื้อของประเภทอาหารแห้ง เครื่องกระป๋อง และอาหารสดจำนวนหนึ่ง โดยบอกว่าไม่ได้ซื้อของที่เมืองไทยนานแล้ว ที่ซื้อวันนี้ก็จะเก็บไว้ใช้ในครัว รวมถึงจะเอาไว้ทำบุญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินซื้อของอยู่นั้น ได้มีประชาชนได้เข้ามาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก และบางคนก็บอกว่า ขอให้กำลังใจอดีตนายกฯ ให้สู้ ๆ ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ยิ้มรับ แต่ไม่ได้ตอบอะไร ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ใช้เวลาเดินซื้อสินค้าประมาณ 1 ชม. ก่อนเดินทางกลับบ้านพัก โดยได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า คงไม่ต้องรายงาน คสช.ว่าตนได้กลับมาแล้ว เพราะได้แจ้งว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งตนก็รักษากำหนดการเดิมทุกอย่าง ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมาเกิดข่าวลือตลอดว่าจะไม่เดินทางกลับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จริง ๆ แล้ว ทุกฝ่ายอาจจะเป็นห่วง แต่ครั้งนี้ตั้งใจไปพักผ่อนจริงๆ เกือบ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเวลาให้บุตรชาย ก็ให้เวลากับลูกๆ ไปต่างประเทศ เพราะเขาใกล้เปิดเทอมแล้ว มีโอกาสก็ไปพักผ่อนและสังสรรค์กับพี่ๆ น้องๆ

"ขอบคุณประชาชนที่ให้ความเป็นห่วง จริงๆ แล้วส่วนตัวเราจะอยู่อย่างไร เราจะทำอะไร เราก็มีความผูกพันกับประเทศไทย เราคงไม่ไปไหนหรอก" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว






บทความ บทวิเคราะห์

ข่าวต่างประเทศ

 
Copyright © 2013 kunginternews
Design by FBTemplates | BTT